Tuesday, January 15

ทำไมการ "สร้างผล" คือทุกอย่าง ในโลกการทำงานจริงๆ

งานวิจัยมากมายพบว่า ภายในสองปีหลังจากออกจากระบบการศึกษาหรือมหาวิทยาลัย การศึกษาของคุณแทบไม่มีผลต่อความก้าวหน้าเลย สิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียวคือ ความสามารถในการสร้างผลงาน (results) ให้กับบริษัทของคุณ

หลายคนที่เริ่มแบบแทบไม่มีอะไร แต่โฟกัสไปที่การ "สร้างผล" แต่สามารถสำเร็จเหนือคนที่มีการศึกษาสูงๆและเกิดมาได้เปรียบ อย่างมากมาย

(ที่มา ไบรอัน เทรซี่ ในหนังสือ Reinvention)

อ้อ...อีกอย่าง อย่าลืมครับ

คบบัณฑิต บัณฑิตพา ไปหาผล :)

การเลือกคบคน เป็น 1 ใน 2 กฎความสำเร็จที่สำคัญที่สุด ของนโปเลียน ฮิลล์

ผมการันตีข้อนี้ เพราะผมมีวันนี้ได้ เร็วกว่าคนอื่นในสายอาชีพเดียวกัน เหตุผลหนึ่งก็คือ คนเก่งๆ อาจารย์เก่งๆ พี่เลี้ยงเก่งๆ คนดีๆ ที่ "ผมเลือก"อยู่รอบตัวผม

ฉะนั้น สรุป...

คาถาของคนทำงาน คือ

ผล ผล ผล

อะไรที่ช่วยคุณสร้างผลได้ นั่นสำคัญสุด

อย่าไปยึดติดกับชื่อตำแหน่ง ใบประกาศนียบัตร ระยะเวลาทำงาน จำนวนลูกจ้างที่มีในบริษัท ฯลฯ

โลกแห่งการทำงาน ให้รางวัลกับคนสร้างผล

Monday, December 3

ครั้งแรกที่ผมและแมรี่ พบกับพี่แอ๊ด คาราบาว (ภาพนี้ มีเบื้องหลัง)


แมรี่แอบไปถ่ายรูปกับพี่แอ๊ด ระหว่างผมแสดงคอนเสิร์ต

เมื่อวาน เพิ่งได้เห็นรูปที่แมรี่ถ่ายกับคุณแอ๊ด 
ในรูปนี้ ทั้งคู่อยู่ที่พักนักดนตรีหลังเวที ผมกำลังแสดงอยู่บนเวที ที่คอนเสิร์ตงานหน้าพระที่นั่งอนันตฯ 2-3 ปีที่แล้ว หลายคนอาจเห็นทางทีวี
ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ขำๆ ที่เป็นไฮไลท์ของประสบการณ์ครั้งนั้นของผม 
นั่นคือ ครั้งแรกที่ผมได้พบกับพี่แอ๊ด

ถึงแม้ผมไม่ได้ติดตามวงการเพลงไทยมา20 กว่าปีแล้ว จึงไม่ค่อยรู้จักศิลปินไทย
(เพราะไปอยู่ใน "อีกโลกหนึ่ง" ของวงการดนตรีคลาสสิกในเมืองนอก)
แต่บุคคลท่านนี้ ก็คือ "ตำนาน"ที่ผมโตขึ้นมา ก็เห็นตามสื่อตลอดเวลา
และช่วงหลัง 4-5 ปีที่ผ่านมา ที่กลับมาใกล้ชิดเมืองไทยมากขึ้น 
ก็ได้ชื่นชมเขาในมุมมองของนักดนตรีด้วยกัน 
ในฐานะคอนดักเตอร์ ชายคนนี้ คือ น้ำเสียงที่มีพลัง พูดได้เต็มปากว่า อยู่ในระดับอินเตอร์
(ในเมืองไทย มีอีกท่าน ที่ผมชื่นชมคุณภาพเสียงอย่างมาก คือ คุณเบิร์ด ธงชัย)

โอเค เข้าเรื่อง....

ครั้งแรกที่ผมเจอกับพี่แอ๊ด ก็คือตอนที่พี่กับวง มาร่วมซ้อมกับวงออร์เคสตร้านานาชาติขนาดมหึมา
พอสบตากันครั้งแรก ผมในฐานะคอนดักเตอร์ของวง ก็เดินไปต้อนรับศิลปินรับเชิญ
ปรากฎว่า พี่แอ๊ดก็เดินเข้ามาหาในเวลาพร้อมกัน จับมือผม แล้วก็กล่าวคำที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ และความอบอุ่น
แกบอกว่า ชอบผลงานหนังสือ "ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้"ของผมมาก
แล้วสักวันหนึ่ง อยากจะเอาเนื้อหาในหนังสือ ไปแต่งเป็นเพลง

(ในตอนนั้น ผมคิด แค่พี่แอ๊ดรู้จักว่า ผมเป็นใคร ก็รู้สึกทึ่งแล้ว 
นี่แกยัง 1. ชอบผลงานหนังสือของผม และ 2. สนใจอยากเอาเนื้อหาในหนังสือไปแต่งเป็นเพลง
ฝันไปหรือเปล่าเนี่ย)

แต่ยังไม่หมดแค่นั้น...
มุขที่เป็นเหตุให้ผมเอาไปโม้กับคุณพ่อคุณแม่และใครต่อใครไม่จบ คือมุขนี้...

คุยกันได้แป๊ปเดียว พี่แกขอผมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และแถมกล่าวเสริมอีกว่า...
ปกติมีแต่คนมาขอถ่ายรูปกับเขา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาขอถ่ายรูปกับใคร

นั่นน่ะสิ ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เหตุการณ์มันแปลกมาก
แต่ก็ต้องขอขอบคุณพี่แอ๊ด ที่สร้างความประทับใจของการพบกันครั้งแรก ให้กับผมกับแมรี่อย่างไม่ลืมเลือน
ไม่นึกว่า ซุปตาร์ของเมืองไทย จะเป็นคนที่อบอุ่นอย่างนี้

ปล. ผมไม่มีรูปผมกับพี่แอ๊ดมาให้ดูกัน เพราะตนเองไม่ได้ถ่ายไว้ มีแต่ทางทีมงานของพี่แอ๊ดถ่าย จนป่านนี้ยังไม่ได้เห็นรูปนั้นเลย ส่วนแมรี่โชคดีหน่อย ทีมงานพี่เขาถ่ายให้แล้วส่งไปรษณีย์มาให้พร้อมลายเซ็นต์ข้างล่างรูป

คอนเสิร์ตหน้าพระที่นั่งอนันตฯ กับวงนานาชาติขนาดมหึมา พี่แอ๊ดและแมรี่ ก็มาร้องเป็นศิลปินรับเชิญ

Tuesday, November 20

วิธีการพบบุคคลสำคัญ

วิธีการพบบุคคลสำคัญ
Our Unique Dining Experience: A Diary




อยากทราบไหมครับว่า ผมกับแมรี่ ได้ไปพบกับฮิลเลอรี่ คลินตั้น รัฐมนตรีต่างประเทศของอเมริกาได้อย่างไร?  ถ้าสนใจลองอ่านต่อ...


ปกติแล้วแมรี่กับผมไม่ค่อยได้ไปออกงานสังคมมากนัก ด้วยสาเหตุหลายประการ คงเป็นเพราะเราเหนื่อยกับการเดินทางต่างประเทศบ่อย เป็นเวลานานหลายปี
พอได้อยู่บ้านเป็นที่เป็นทางก็เลยไม่ค่อยออกไปไหน อยากอยู่แบบสงบๆ คนน้อยๆ ได้เล่นกับลูก ทำงานที่ชอบไปเรื่อยๆ ก็มีความสุขแล้ว


แต่เมื่อสองคืนก่อนนี้ (18 พย. 55) เป็นเหตุการณ์พิเศษ นานๆครั้งที่ทั้งประธานาธิบดีและรัฐมนตรีต่างประเทศของอเมริกาจะมาเยี่ยมประเทศเราถึงที่ และด้วยความผูกพันที่ครอบครัวเรามีกับชาวอเมริกัน
เมื่อทางสำนักนายกรัฐมนตรีได้เชิญผมกับแมรี่ไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำต้อนรับปธน. โอบามา และ รมต. คลินตั้น (ไปในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่ทำมีส่วนเล็กๆในการทำชืื่อเสียงให้ประเทศไทย)
ก็เป็นประสบการณ์ที่พลาดไม่ได้
สำหรับผู้ชาย Dress Code ที่ทางจดหมายเชิญระบุมา คือ Dark suit ผมจึีงเลือกชุดได้ไม่ยาก แต่ผู้หญิงต้องคิด ผมเชียร์ให้แมรี่ใส่ชุดสีม่วง เพราะไม่ค่อยเห็นเธอในสีนั้น แต่แมรี่บอกว่า มันดู “like a little girl” ไปหน่อย จึงเลือกสีดำ ดูคลาสสิก เป็นผู้ใหญ่ เข้ากับงาน
รูปนี้ถ่ายที่บ้าน ก่อนออกจากบ้าน...







มีเรื่องที่ “ผิดคาด” หลายอย่าง
อย่างแรก รถไม่ติดเลย (รถติด คือ เหตุผลหนึ่งที่เราไม่ชอบออกจากบ้านเวลาอยู่เมืองไทย)  
อย่างทีี่สอง มาถึงก็มีที่จอดเลย
อย่างที่สาม การเข้างาน ไม่มีพิธีรีตองต้องรออะไรมากมาย และถึงแม้ต้องรอนิดหน่อย ระหว่างรอ ก็ได้เจอบุคคลน่าสนใจทั้งนั้น คนแรก คุณสมรักษ์ คำสิงห์  พบกันตอนรอผ่านตรวจ Secret Service (รปภ.ส่วนตัวปธน. อเมริกัน)





พอเข้ามาในห้องโถงที่ทานอาหาร ก็พบคุณสุรพล เศวตเสรณี ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยืนอยู่ข้างโต๊ะที่เราได้ถูกจัดให้ไป ดีใจมากเพราะรู้จักกับท่านมานานแล้ว เป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีและสุภาพมากๆ 

ผมกับแมรี่จึงยืนคุยกับท่านอยู่เป็นนาน ได้ทราบว่า ช่วงนี้เมืองไทยกำลังบูมเรื่องการท่องเที่ยวมาก 

ที่มาแรงสุดคือ รัสเซีย แต่มาจากเอเชียก็เยอะ  (จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ ฯลฯ) กระนั้น แถบยุโรปและอเมริกาก็ยังไม่ตก แม้เศรษฐกิจแถบนั้นจะค่อนข้างย่ำแย่  

ฟังแล้วก็ดีใจไปด้วยที่ประเทศเรามีรายได้เข้ามามากมาย


ปรากฎว่า แมรี่ได้รับเกียรติจัดให้นั่งติดกับคุณสุรพลเลย ผมนั่งฝั่งตรงข้าม เห็นสองคนนี้คุยกันอย่างสนุกสนานทั้งงาน  



ในรูปข้างบน สังเกตบนจอทีวีข้างหลังแมรี่ จะเห็นรูปธงไทย-อเมริกัน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ผมกับแมรี่ชอบมาก เพราะครอบครัวเราได้รับอิทธิพลที่ดีของทั้งสองวัฒนธรรม

มีคนถามแมรี่มาทาง twitter @MaryUngrangsee ว่า เมนูคืออะไร แมรี่จึงถ่ายรูปไปให้ดูกัน ปรากฎว่า ถูกส่งต่อ Retweet กันอย่างสนุกสนาน 






(blog หนึ่งที่น่าสนใจ ที่ได้ขอเมนูที่แมรี่ทวีต ไปเขียนต่อเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษอย่างสนุกออกรส โดยสาวไทยที่อยู่ในอเมริกา ชื่อ Leela อ่านได้ที่ www.SheSimmers.com)

โต๊ะของเราอยู่ไม่ไกลจากที่นั่งของผู้นำทางการเมืองต่างๆ ภาพข้างล่างนี้เป็นวิวที่ผมถ่ายจากโต๊ะของเรา เห็นจากไกลๆไม่ค่อยชัด ปธน.โอบามา (กำลังหันข้างนั่งคุย), นายกฯยิ่งลักษณ์ และ รมต.คลินตั้น ที่เห็นชัดหน่อยคือ แมรี่กำลังส่งรูปเมนูทางทวิตเตอร์ :) มุมขวาล่างของรูป






สุภาพบุรุษที่นั่งด้านซ้ายของผม ชื่อ มร. มาร์ติน อัปเฟิล ชาวเยอรมัน ซึ่งเป็น President ของ General Motors (ผลิตรถ Chevrolet)  เขาเป็นคนที่รักดนตรีและคุยสนุกมาก ผมเล่าโจ๊กให้ฟังสามสี่โจ๊ก แกหัวเราะก๊ากตลอดงาน จึงกลายเป็นเพื่อนกันเลย (มีคนบอกว่า Humor is the shortest distance between two people.  อารมณ์ขันเป็นระยะทางที่ใกล้ที่สุดระหว่างสองคน คำพูดนี้จริง)




พูดถึงแขกเหรื่อในงาน มีคนสำคัญระดับ VIP มากมาย ทั้งข้าราชการชั้นสูงของประเทศ  ผู้บริหารธุรกิจระดับสูงชาวต่างชาติ และคนไทยที่ทำชืื่อเสียงให้ประเทศหลายคน เช่น คุณสมรักษ์ คำสิงห์ ที่ได้กล่าวถึงข้างบน  แนน-สาธิดา พรหมพิริยะ นักร้องที่ได้รับรางวัลมากมายจากการประกวดที่อเมริกา (เธอเป็นหนึ่งใน 26 คนที่ประสบความสำเร็จด้วยการอ่าน ในหนังสือเล่มใหม่ที่ผมและทีมผลิต “เกิดมาเพื่อชนะ”)



การแสดงบันเทิงต่างๆ มีทั้งวัฒนธรรมไทยและอเมริกัน น่าประทับใจทุกชุด สำหรับผม ที่ชอบที่สุดคือ รำไทยแบบเร็วๆ จังหวะสนุกมากๆ ดูแล้วตื่นเต้น ได้อารมณ์ มัวแต่เพลินกับการแสดง ถ่ายรูปมาไม่ค่อยชัด แต่แชร์ให้ดูเป็นไอเดียครับ




แมรี่ “โชคดี”กว่าผมหน่อย อยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้ทั้งการแสดงและโต๊ะโอบามา  ส่วนผมนั่งฝั่งตรงข้าม หันหลังให้ทั้งสองอย่าง หันไปดูก็เมื่อยคอ จึงใช้เวลาส่วนใหญ่ทานกับคุย ส่วนแมรี่ดูสนุกสนานสุดๆ ยิ้มกับคุยไม่หยุด ดูคลิปวีดีโอสั้นๆนี้ (เป็นคลิปที่สั้นที่สุดในโลก) 



อาหารทั้งหมด อร่อยมาก เข้าใจว่า เตรียมมาโดยครัวของโรงแรมโอเรียนเต็ล ของโปรดผมคือ กุ้งเผา แม้ตนเองคอเรสเตอรอลสูงมาก แต่ก็อดทานไม่ได้ รูปนี้ คือภาพโต๊ะของผมก่อนอาหารถูกเสิร์ฟ (รูปอาหารไม่ได้ถ่ายมาเลย มัวแต่ยุ่งกับการทานกับการคุย)

ที่ผมปลื้มอีกอย่างหนึ่งคือ พี่น้องแฟนๆหนังสือและแฟนดนตรีของผมที่เป็นแขกชั้นผู้ใหญ่ในงาน ก็ได้เข้ามาทักทาย คุย ให้กำลังใจและขอถ่ายรูป บางคนคุยกันอย่างสนุกสนานถูกคอ มีเรื่องให้หัวเราะกัน ภาพตัวอย่างของนักบริหารไทยระดับสูงสองท่าน




(รูปซ้าย: คุณเจษฎา ไกรภัสสร์พงษ์ ขวา: คุณก้องเทวัญ โชติเทวัญ Managing Director เครือสหฟาร์ม)


เวลาผ่านไปเร็วมากเมื่อเราสนุก บรรยากาศทุกอย่าง perfect  เป็นงานทางการที่มีพิธีรีตองเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ไม่เยอะเกินไป ทำให้แขกสามารถ enjoy และคุยกันเองได้อย่างรื่นเริง โชว์ก็ดีทุกโชว์ ต้องขอปรบมือให้ทีมจัดงาน ผมทราบว่า มีเวลาจัดงานกันน้อยมาก ไม่กี่วัน

พอจบงาน ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ผมตั้งใจจะไปทักทายก็คือ พี่โต้ง-คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง ผู้ใหญ่ใจดีที่ผมรู้จักตั้งแต่สมัยแกเป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ แต่ไม่ได้พบกันนาน

ผมตามหาตัวไม่นานก็เจอ (รูปข้างล่างนี้ถ่ายกับผู้ใหญ่อีกท่านที่ผมชื่นชมมานาน ตั้งแต่ตอนท่านเชิญไปออกรายการของเขา-- คุณสุทธิชัย หยุ่น)






คุยกับพี่โต้ง-กิตติรัตน์ยังไม่ถึงสองประโยค ก็มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งเดินเข้ามาหาเรา หันไปมองปรากฎว่าเป็นใบหน้าที่คุ้นมาก เพราะเห็นในทีวี CNN บ่อยๆ -- รัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐฯ ฮิเลอรี่ คลินตั้น !  
คุณกิตติรัตน์ก็แนะนำให้รู้จักท่านทันที ทำนองว่า คนนี้ไงที่ไอเล่าให้ยูฟัง เดาจากหน้าคุณฮิเลอรี่ที่คล้ายกับเธอบอกว่า “อ๋อ” เมื่อได้ยินว่าผมเป็น คอนดักเตอร์



ผมแนะนำเธอให้รู้จักแมรี่ภรรยา แล้วเธอก็คุยกับเราอย่างเป็นกันเองมากๆ
ที่ประทับใจก็คือ คนระดับนี้เป็น “นักฟัง”ชั้นเยี่ยม เธอทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่า เราเป็นคนสำคัญ ผมเชื่อว่านี่คือคุณสมบัติของนักการเมืองขั้นเทพ 


สามีของเธอ บิล คลินตั้น อดีิตประธานาธิบดีของอเมริกา ยิ่งมีชื่อเสียงในด้านนี้ 


แมรี่เล่าให้ฟังว่า พ่อของเธอเคยพบกับบิล คลินตั้นเป็นการส่วนตัว และความรู้สึกคือ
มร. คลินตั้นทำให้ใครก็ตามที่คุยกับเขา รู้สึกเหมือนกับว่า คนๆนั้นเป็นคนสำคัญที่สุดในห้วงความคิดของเขา ในขณะนั้น
นี่ก็เป็นเทคนิคการชนะใจคนอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าคุณอ่านหนังสือของเดล คาร์เนกี้ ก็จะได้พบความลับความสำเร็จข้อนี้

ฮิเลอรี่ คลินตั้น ก็เก่งไม่แพ้สามี เธอคุยกับเราแบบเป็นกันเองมาก ทำให้เรารู้สึกสบายๆ ผมพยายามนึกหาอะไรคุยที่เธอจะเก็ททันที นอกเหนือจากเรื่องคาร์เนกี้ฮอลล์ซึ่งคุณกิตติรัตน์คงเล่าไปแล้ว 

จึงบอกเธอว่า Mentor (พี่เลี้ยง/อาจารย์) ของผมคือ มร. ลอริน มาแซล (Maestro Lorin Maazel) คอนดักเตอร์ชื่อดังระดับปรมาจารย์ของอเมริกา เธอรู้จักทันที (เธอคงนึกไม่ถึงว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เราสองคนจะเป็นศิษย์-อาจารย์กันได้)  ผมแน่ใจว่า เธอต้องเคยไปดูคอนเสิร์ตของมร. มาแซล เพราะเขาเป็นคอนดักเตอร์ที่ดังมายาวนานกว่า 70 ปี (ถูกต้องแล้วครับ--70 ปี! แกเริ่มดังด้วยการเป็นคอนดักเตอร์ตั้งแต่เก้าขวบ ตอนนี้อายุ 82 ปี ยังคงตระเวนแสดงทั่วโลกอยู่) เขาแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ๆระดับโลกมาแล้วหลายพันครั้ง

อีกอย่าง ผมนึกขึ้นได้ว่า ครั้งแรกที่แมรี่เห็นฮิเลอรี่ตัวจริง เธออุทานว่า “She looks great!”  ผมเลยรีบบอก รมต.คลินตั้นไปทันที “Mary said you look great” (“แมรี่บอกว่าคุณดูดีมาก”)
ประโยคแบบนี้ เมื่อกล่าวด้วยความจริงใจ ไม่มีทางพลาดที่จะดึงรอยยิ้มออกมาจากผู้รับได้
ซึ่งก็เป็นความจริง ฮิเลอรี่ยิ้มใหญ่ แล้วก็ขอบคุณแมรี่

ปกติแล้ว แมรี่กับผมไม่ได้เป็นคนชอบถ่ายรูปอะไรนัก และยิ่งกับผู้ใหญ่ระดับคุณฮิเลอรี่ ก็ไม่อยากขัดจังหวะการคุยเพื่อขอถ่ายรูป อยากจะ enjoy ประสบการณ์มากกว่า แต่มิสซิสคลินตั้นกลับเสนอขึ้นมาเอง (ช่างน่ารักจริงๆ!) จึีงได้รูปนี้กลับบ้านมาเป็นที่ระลึก และแชร์ให้เพื่อนๆครอบครัวดู


อีกเรื่องหนึ่งที่เราเพิ่งนึกได้ตอนกลับถึงบ้าน ว่าแมรี่น่าจะเล่าให้ฮิเลอรี่ฟังคือ
น้องชายแมรี่ก็เรียกว่า ทำงานอยู่ “ภายใต้บังคับบัญชา”ของเธอ (แม้ไม่ใช่โดยตรง) เขาเป็นนักการทูต ทำงานอยู่ที่สถานทูตอเมริกันในประเทศเคนยา (ประเทศบ้านเกิดบิดาของโอบามา) ซึ่งในเรื่องเกี่ยวกับสถานทูตอเมริกันทั่วโลก ก็เป็นขอบข่ายความรับผิดชอบของฮิเลอรี่โดยตรง
(แต่เธอไม่มีทางรู้จักเขาหรอก เพราะน้องแมรี่ยังเพิ่งเริ่ม เพียงแต่อยากพูดให้เรา connect กับเขาได้ง่ายขึ้น มีเรื่องคุยกัน)

(เกร็ดเล็กๆ: คุณทราบไหมว่า สถานทูตอเมริกันในไทย มีความใหญ่เป็นอันดับสามในโลกของสถานทูตอเมริกันทั้งหมด
ที่ว่า “ใหญ่” คือ นับตามจำนวนคนที่ทำงานในสถานทูต
ประเทศไทยมีความสำคัญในภูมิภาคนี้กับรัฐบาลอเมริกันพอสมควรทีเดียว)


สรุปว่า เป็นค่ำคืนที่น่าประทับใจสำหรับเราสองคนอย่างมาก แมรี่นี่ยิ่งแฮปปี้ใหญ่  
อย่างแรก คือ ไม่ต้องเหนื่อยแสดงโชว์เอง ปกติเราเป็นคนแสดงดนตรีให้แขกเหรื่อฟัง ครั้งนี้เป็นแขกซะเอง ก็เหนื่อยน้อยหน่อย สนุกคนละแบบ
อย่างที่สอง   เป็นงานสังคมที่สนุกที่สุดเท่าที่เคยไปมาในเมืองไทย  พิธีรีตองน้อย แขกเหรื่อก็คุยกันสนุกสนาน การแสดงต่างๆก็สั้นๆและหลากหลาย เสียงก็ไม่ดังเกินไปจนคุยไม่รู้เรื่อง อาหารอร่อย รถไม่ติด ที่จอดสะดวก คนไม่เยอะ (ประมาณแค่ 100 คน) และในงานก็มีบรรยากาศความรู้สึกดีๆอยู่ในแขกเหรื่อ  

เป็น A Unique Dining Experience จริงๆ !

ให้ทำอีกก็เอา :)
_____________________________

ปล. 1   ขอฝากข้อคิดไว้ตามที่สัญญาไว้กับชืื่อเรื่อง “วิธีการพบบุคคลสำคัญ” หัวใจคือดังนี้

“เมื่อคุณคิดใหญ่ คุณดึงดูดคนใหญ่ๆที่คิดใหญ่ เข้ามาในชีวิต
เมื่อคุณคิดเล็ก คุณจะป้วนเปี้ยนจมปลักกับเรื่องเล็กๆ และคนเล็กๆ
คิดใหญ่คิดเล็ก เสียเวลาทำพอๆกัน ใช้เวลาชีวิตเท่าๆกัน เหนื่อยพอๆกัน
(จริงๆแล้ว คิดใหญ่เหนื่อยน้อยกว่า  เพราะคู่แข่งน้อยกว่า → คนส่วนใหญ่คิดเล็ก)
คิดใหญ่ ชีวิตมันส์กว่าเยอะ
ฉะนั้น....
ไหนๆ คุณก็ต้องคิดอยู่แล้ว
จะคิดทั้งที คิดใหญ่ไปเลย ”

- บัณฑิต อึ้งรังษี


ปล. 2  อีกข้อคิดหนึ่ง สำหรับคนที่อยากเอาชนะใจคน ให้ทำอย่างที่ฮิลารี่และบิล คลินตั้นทำ คือ

ให้เกียรติผู้อื่นมากๆ และ ตั้งใจฟัง เขาจริงๆ  ทำให้เขารู้สึกว่า เขาเป็นคนสำคัญ

นั่นแหละ คือวิธีที่คุณจะเอาชนะใจคน (อย่างที่ฮิเลอรี่เอาชนะใจผม แม้ว่าผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับนโยบายทางการเมืองของเธอนัก)

มีปราชญ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า  
“คุณสามารถตัดสินคุณสมบัติคน โดยดูว่า เขาปฏิบัติอย่างไรกับคนที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรให้เขาเลย
(ในที่นี้ คนที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรให้กับคลินตั้นเลย คือ ผมเอง :)

ผมเคยเขียนไว้ในหนังสือ “30 วิธีเอาชนะโชคชะตา”--

“คน คือที่มาของความโชคดี  คุณต้องเรียนรู้ และฝึก วิธีการปฏิบัติกับคน”

ปล. 3 สำหรับเรื่องราวสนุกๆ จากการผจญภัยของผมกับแมรี่ทั่วโลก เล่าในแนวที่ได้อ่านข้างบน
แถมข้อคิดดีๆกว่า 100 ข้อ ลองอ่าน  “ความลับของแมรี่” ครับ



Goodbye everyone :) Thanks for reading.

Monday, August 27

วิธีการเรียนภาษาได้เร็ว สไตล์บัณฑิต

เมื่อสักครู่มีแฟนหนังสือคนหนึ่งเขียนมาถามว่า เรียนภาษาอังกฤษอย่างไรดี ผมตอบไปแล้วคิดว่า ที่เขียนน่าจะมีประโยชน์ต่อคนไทยคนอื่น จึงนำมาแบ่งปันทิปที่ "เวิร์ค"สำหรับผมผมเป็นคนคลั่ง (ชอบ) เรียนภาษาอยู่แล้ว โดยเฉพาะภาษายุโรป พอเรียนภาษาที่สาม สี่ ห้า ก็ยิ่งเริ่มจับวิธีได้ ยิ่งเรียนเป็นเร็วขึ้น

แฟนหนังสือคนนั้นเขาถามว่า เรียนภ.อังกฤษที่สถาบันไหนดี ผมตอบได้เลย เรียน

ด้วยตนเองนั่นแหละ ดีที่สุด สนุกที่สุด ประหยัดที่สุด เสียเวลาน้อยที่สุด

ลองอ่านกันดูนะครับ......

อยากเรียนภาษาอังกฤษเร็วไหม นี่คือความลับของผม ที่ผมใช้เรียนภาษาอังกฤษ อิตาเลียน เยอรมัน ฝรั่งเศส

1. ซึมซับเยอะๆ (IM-press your mind)
...a. อ่านหนังสือแนวที่ตนชอบเป็นภาษาอังกฤษ วิธีนี้คุณทำสิ่งที่ชอบกับซึมซับ Grammar โดยธรรมชาติ ไม่ต้องไปท่องให้เสียเวลา
...b. เอาเทปเจ้าของภาษามาฟังซ้ำไปซ้ำมา แล้วพูดตาม พยายามดัดสำเนียงให้คล้ายที่สุด
...c. ดูหนังและ ทีวีภาษาที่คุณต้องการเรียน (วิธีนี้จะช่วยให้คุณเรียนเร็วมาก เพราะสนุกไปด้วย เทคนิคคือ เลือกทีวีและหนังที่คุณชอบอยู่แล้ว อะไรที่ทำแล้วสนุกจะจำได้เร็วกว่า และธรรมชาติมากกว่า เด็กๆในยุโรป รู้สองสามภาษาโดยธรรมชาติ เพราะเขารับทีวีได้จากประเทศเพื่อนบ้าน)

2. ใช้เยอะๆ (EX-press )
...a. พูด... เจอหน้าเจ้าของภาษาก็พูดทันที ไม่กลัวผิดถูกไวยากรณ์ ขอแค่สื่อสารได้ก็พอ เอาสนุกเข้าไว้
ไวยากรณ์ปรับทีหลังได้ ใช้ภาษาบ่อยเข้าก็ค่อยๆปรับไป ไปนั่งท่องgrammar ไม่ค่อยเวิร์ค และไม่สนุกด้วย ไม่ได้ใช้แป๊ปเดียวก็ลืม
...b. เขียน....ตรงนี้เป็นที่เดียวจริงๆที่คุณอาจต้องการครูเป็นเจ้าของภาษา ลองเขียนก่อนแล้วให้เขาช่วยบอกว่า จะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร

สำหรับผม ไม่ว่าสถาบันไหน ก็สู้เราเรียนด้วยตนเองไม่ได้ ประหยัดเงินอีกต่างหาก และไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปไหน เอาเวลาที่เดินทาง มาฝึกเพิ่ม

ขอให้สนุกกับการเรียนภาษาครับ

บัณฑิต อึ้งรังษี

Tuesday, March 13

อำนาจอยู่ที่ตัวบุคคลแล้ว

วันนี้ผมอ่านหนังสือเล่มใหม่ อยากแบ่งปันข้อความหนึ่ง เพราะเป็นสิ่งที่ผมคิดมานาน แล้วก็สรุปว่า ใช่ อยากสื่อให้เพื่อนๆฟัง แต่พอได้อ่านนักเขียนที่ชื่อว่า Robert Crayola (หนังสือเขารวบรวมไอเดียเจ๋งๆ ที่ล้ำยุค สรุปจากนักคิดทั่วโลก) ก็ยิ่งแน่ใจมากขึ้นไปอีก ไอเดียนี้ ผมเชื่อว่าจริง สำหรับโลกยุคใหม่นี้
บางครั้ง คุณอาจคิดว่า คุณ "หัวเดียวกระเทียมลีบ" คนเล็กๆคนเดียวจะไปสู้อะไรกับสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่ดูเหมือน "ใหญ่" แต่เพราะอินเตอร์เน็ต โลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว อำนาจมาอยู่ท่ี่ตัวบุคคล
Robert Crayola เขียนไว้ดังนี้

"ผู้นำต่างๆในประวัติศาสตร์ แทบจะไม่ใช่พวกผู้นำทางรัฐบาล
คำจำกัดความที่ดีที่สุดที่ผมเคยได้ยิน ของคำว่า ผู้นำ คือ: คนที่มีอิทธิพลต่อคนอื่น (หรือสามารถจูงใจคนอื่น ผู้คนให้ความเชื่อถือ - บัณฑิตคอมเม้นต์)
ในแง่นั้น ลีโอนาร์โด ดา วินชี่ (ศิลปิน) หรือ ชาร์ลส ดิกเก้นส์ (นักเขียน) ก็เป็นผู้นำที่ใหญ่กว่านักการเมืองที่ไหน
ต้องขอบคุณอินเตอร์เน็ต เรากำลังเห็นผู้นำเล็กๆมากขึ้นๆ ที่กำลังร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ทุกๆคนมีเสียงของตนเองแล้ว และถ้าคุณมีสิ่งที่มีคุณค่ามาพูด คุณก็สามารถเป็นผู้นำได้"

เพราะอินเตอร์เน็ต โลกนี้มีความเป็น "ประชาธิปไตย"มากขึ้น
ไม่จำเป็นอีกแล้ว ที่ศิลปินต้องไปพึ่งค่ายใหญ่ๆ ไปขอร้องให้เขาสนับสนุนตน
นักดนตรี นักเขียน ศิลปิน สามารถนำเสนอผลงานของตนเอง ตรงสู่สายตา (หรือหู) ประชาชนได้โดยตรงเลย
ซึ่งในสมัยก่อนหน้าอินเตอร์เน็ต ศิลปินทำแทบไม่ได้ ถ้าค่ายเพลงไม่เอาด้วย เขาก็จบ ไส้แห้ง

นี่คือ แนวโน้มที่โลกกำลังวิ่งอยู่ทุกวัน และจะเร็ว + เข้มข้นกว่านี้เยอะ

สรุปของผมคือ คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่า คุณต้องพึ่งองค์กรใหญ่ๆ ต้องได้รับการยอมรับจากเขา ถึงจะลืมตาอ้าปากได้
อย่าไปคิดว่า ค่ายใหญ่ๆ นักการเมือง ฯลฯ มีอำนาจมากกว่าคุณ
อินเตอร์เน็ต ทำให้ทุกคนเท่ากันหมด เป็นประชาธิปไตย
ถ้าคุณมีของดี แล้วค่อยๆหาวิธีที่จะสื่อสารกับคนที่มีอุดมคติเดียวกัน
คุณก็สามารถเป็นผู้นำได้

เมืองไทยอาจจะล่าช้ากว่าชาติอื่นๆหน่อย ในเรื่องการพัฒนาการทางอินเตอร์เน็ต เพราะอัตราการใช้สื่อนี้ยังต่ำกว่าหลายชาติ
แต่นี่คือ วิถืของโลกสมัยใหม่ และเมืองไทยก็ค่อยๆไล่ตาม


สนใจไอเดียใหม่ๆ ข้อมูลที่จะให้คุณสำเร็จในโลกสมัยใหม่ พบกับผมได้ในสัมมนา TOP OF THE FIELD วันที่ 1 เมษายน นี้
รายละเอียด ที่ www.bundit.org

Wednesday, August 10

ตอบโต้อย่างไรกับคนทางลบ (ตอบคำถามแฟน)

"คุณบัณฑิตเคยบอกว่า เราเป็นคนควบคุมความคิดของเราเอง ถ้าหากว่า ความคิดหรือ อารมณ์ลบๆ นั้นเกิดจากการกระทำใครบางคนทำให้เราโมโห หรือไม่พอใจ บางครั้ง มันยากต่อการมองให้เป็นบวก คุณบัณฑิตมีคำแนะนำสำหรับการจัดการทางอารมณ์และความคิดของตัวเราเองในขณะนั้นมั้ยคะ"

ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า อารมณ์ของเรา ไม่ขึ้นอยู่กับการกระทำหรือวาจาคนอื่น

และการเอาชนะ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับความ “ยาก ง่าย” อย่างที่คุณคิดเลยด้วยซ้ำ

ตัวอย่างที่ 1

สมมติว่า ผมขับรถคุยกับครอบครัวอย่างมีความสุข อยู่ดีๆก็มีอันธพาลขับรถมอเตอร์ไซค์มาข้างๆ แล้ว"ยกนิ้วกลาง"ให้

สมมติอีกว่า ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า การยกนิ้วกลางให้คนอื่น มีความหมายว่าอย่างไร
เป็นสัญลักษณ์ของฝรั่ง หรือวัฒนธรรมไหนก็ไม่รู้
ในบางประเทศ อาจหมายความว่า “เอ็งเก่ง” ก็ได้
พูดง่ายๆ...


การยกนิ้วกลางนั้น “ไม่มีความหมาย” สำหรับคุณ
ผมต้องโกรธด้วยหรือ แค่เขาใช้สรีระของร่างกายทำอะไรแปลกๆ กับมือของเขา
คุณเคยคิดไหมว่า มันตลกมาก ที่คนอื่นยกนิ้วกลางให้ แล้วเราต้องโกรธ หรือรู้สึกไม่ดี

เขามีอำนาจมากไปแล้วมั้ง!

เขาลงทุนแค่เลื่อนนิ้วนิดเดียว ก็ทำให้เราขาดความสุขสงบไปได้ชั่วครู่ หรือโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
บางคน สามสี่วันยังกลับมาคิดแล้วโมโหได้เป็นระยะๆ เสียเวลารวมๆกันไปหลายชั่วโมง
เสียสุขภาพจิตอีกต่างหาก
ส่วนเจ้ามอเตอร์ไซค์คนนั้น ขับรถต่อไปอย่างไม่รู้ไม่ชี้
ถ้าเขารู้ว่า เขามีอำนาจขนาดทำให้คุณเสียเวลาเสียสุขภาพจิตได้ขนาดนั้น เขาคงสะใจมาก

ผมไม่มีทางให้คนอื่นมีอำนาจเหนือผมขนาดนั้นหรอก

และคุณก็ไม่ควรให้คนอื่นมีอำนาจเหนือคุณได้

Ignore them! จงเพิกเฉยใส่คนแบบนั้น

สิ่งทางลบที่คนอื่นทำ มัน“ไม่มีความหมาย”สำหรับคุณเลย
จิตวิญญาณของคุณ ใหญ่เกินไปที่จะมาสนใจเรื่องไร้สาระแบบนั้น
คุณมีเรื่องสำคัญๆต้องคิดเยอะแยะ มีความฝันใหญ่ที่กำลังปั้นให้สำเร็จอยู่
ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องเล็กๆ ของคนลบๆ

สรุป สังเกตว่า...
การกระทำหรือวาจาทางลบของคนอื่น ไม่ใช่สาระสำคัญ
สำคัญที่ “ความหมาย”ที่ เราเองเป็นคนให้
เน้น “เราเอง” เป็นคนให้
ฉะนั้น “เราเอง” เป็นคนควบคุม
“เราเอง” ก็เลือกที่จะให้ความหมายใหม่กับมัน ก็หมดเรื่อง

ผมก็คิดซะว่า การยกนิ้วกลาง (หรือการกระทำ วาจาทางลบของคนอื่น) เป็นคำชม
แล้วก็อาจยิ้มตอบ
หรือถ้าจิตวิญญาณคุณสูงส่งมากๆ (วิทยายุทธขั้นปรมาจารย์)
คุณก็ “อวยพร”ให้เขา ส่งความรักให้เขา
แล้วก็รีบกลับไปคิดเรื่องสร้างสรรค์อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างที่ 2 พรุ่งนี้